- สั่ง Cortana ผ่านคำสั่งเสียง หรือพิมพ์ในช่อง Search Box ว่า open alexa ซึ่งหลังจากพิมพ์ไปแล้ว Cortana จะตอบกลับมาให้เราสั่งการไปด้วยเสียง หากเข้าใช้ครั้งแรก Cortana จะให้เราทำการ Sign In เพื่อเข้าใช้ Alexa
- หลังจาก Sign In เรียบร้อยแล้ว ทาง Amazon จะทำการขออนุญาตว่าเรายอมรับเงื่อนไขของทาง Amazon ที่จะใช้ Alexa หรือไม่ ให้เราทำการกด Allow
- ต่อมาจะเป็นการเลือกตำแหน่งที่ตั้งที่เราอยู่ เมื่อเลือกเรียบร้อยแล้วให้เรากด Next เพื่อไปต่อ
- เมื่อเลือกแล้ว จะมีตัวเลือกว่าเราต้องการให้ Window บันทึกข้อมูลการ Sign In ของเราไว้หรือไม่ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานร่วมกับ Apps อื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในที่นี้จะเลือก Yes
- หลังเลือกแล้ว ระบบจะให้เราทำการ Sign In อีกครั้ง
- จะมีการขออนุญาตในการแชร์ข้อมูลระหว่าง Microsoft และ Amazon Alexa ให้กด Yes เพื่อเริ่มเข้าสู่การใช้ Alexa
- เมื่อเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน เราจะสามารถใช้ Alexa ในการสั่งการแทน Cortana ได้ทันที ขั้นต่อไปจะเป็นการหาหนทางในการใช้งานร่วมกับ Raspberry Pi
วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561
ทดสอบการใช้งาน Amazon Voice Service บน Window 10
จากการหาข้อมูลในการทดลองใช้ Amazon Voice Service หรือ Alexa บน Window 10 พบว่าตัว ทาง Microsoft ได้มีการร่วมมือกับ Amazon เพื่อรวมการทำงาน โดยสามารถสั่งการได้ผ่าน Cortana ซึ่งเป็น Voice Assistant ของ Microsoft โดยสามารถทำได้ดังนี้
วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561
ที่มาของข้อมูลเกี่ยวกับ IOT
จากที่ได้ไปศึกษาการทำ IOT เราได้เจอ blog ที่เขียนเกี่ยวกับ การทำ IOT ซึ่งเขาได้ทำเกี่ยวกับการทำ smart home ซึ่งในบทความนี้ เป็นการสั่ง เปิด-ปิดไฟ โดยใช้ระบบ IOT ในลิ้งต่อไปนี้
http://naringroupxrt.blogspot.com/2016/03/iot-smart-home-nodemcu-v2-part-1.html
โดยผู้เขียนใช้เป็นชื่อ user ว่า เซเรฟ คนที่โลกไม่ต้องการ เป็น นักวิศวกร ซึ่งนอกจากการทำ
smart home ก็ยังมีบทความอื่นๆอีก ดังนี้
ประสบการณ์การไปฝึกงานของ นายเจษฎากร จิรเพิ่มพูนทรัพย์
ในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปฝึกงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในย่านพระราม9 กับเพื่อนๆอีก3คน โดยบริษัทที่ผมไปฝึกงานนั้น มีหน้าที่ในการบริหารและจัดการข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือ Log File แก่บริษัทอื่นๆที่สนใจตาม พรบ. คอมพิวเตอร์ฉบับ พ.ศ 2560
ซึ่งในการฝึกงงานครั้งนี้ก็มีเพื่อนๆอีก2คนที่มาจากทางใต้ด้วย โดยในการทำงานได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ
ซึ่งในการฝึกงงานครั้งนี้ก็มีเพื่อนๆอีก2คนที่มาจากทางใต้ด้วย โดยในการทำงานได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ
- ฝั่ง Development จะมีหน้าที่ในการดูแลระบบจัดการ Log File รวมไปถึงแก้ไขปัญหา หรือ Bug ที่เกิดขึ้น
- ฝั่ง Sale จะมีหน้าที่ในการออกไปพบกับลูกค้าเพื่อทำการเสนอขายอุปกรณ์ ประเมิณราคา และให้ข้อมูลแก่ลูกค้าที่สนใจในตัวผลิตภัณฑ์
- ฝั่ง Service จะมีหน้าที่ในการจัดการกับปัญหาทางด้าน Hardware เช่น การออกไปพบลูกค้าเพื่อตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ว่ามีสถานะเป็นอย่างไร ลงพื้นที่เพื่อไปติดตั้งอุปกรณ์ อีกทั้งยังรับผิดชอบในการติดตั้ง Software ที่ทางบริษัทจัดเตรียมให้กับอุปกรณ์นั้นๆ
ทั้งหมดนี้จะแบ่งฝึกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 2 คน วนตำแหน่งทุกๆ 2 สัปดาห์
ตำแหน่งแรกที่ผมและเพื่อนอีกคนได้ไปทำคือฝั่ง Service ซึ่งในช่วงแรกจะเป็นการฝึกใช้ และติดตั้งระบบการทำงานผ่าน Fedora ซึ่งเป็น Linux แขนงหนึ่ง ฝึกใช้ command ต่างๆ ต่อมาจึงเป็นการสอนให้ติดตั้ง Software ที่บริษัทใช้ใน Hardware ที่เก็บ Log file ฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการปรับหรือตั้งค่าระบบด้วยมือ รวมไปถึงการได้ออกภาคสนามไปยังบริษัทที่ซื้อตัวอุปกรณ์ไปเพื่อไปตรวจสอบว่าตัวอุปกรณ์ยังทำงานได้ดีอยู่หรือไม่ ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่หรือไม่ รวมทั้งการ Update Patch ของระบบ เพื่อแก้ปัญหาหรือ Bug เป็นต้น สุดท้ายจะเป็นการฝึกเกี่ยวกับการนำข้อมูล Log ที่เราสร้างขึ้นเองมาทำการตัดเอาเฉพาะเนื้อหาที่เราต้องการเพื่อไปใช้ในการวิเคราะห์เรียกว่า การตัด Grok เป็นอันเสร็จสิ้นการฝึก 2 สัปดาห์แรก
ตำแหน่งถัดไปที่ได้วนไปทำคือฝั่ง Sale โดยการฝึกส่วนนี้จะเป็นการศึกษาข้อมูลของอุปกรณ์ที่เราจะนำไปเสนอแก่ลูกค้า การคำนวณ Spec และราคาเพื่อให้ตรงต่อความต้องการของลูกค้า การทำ Presentation เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดให้ลูกค้าสนใจในตัวผลิตภัณฑ์ของเรา รวมไปถึงการออกภาคสนามเพื่อไปดูว่าเทคนิคที่พี่ๆนั้นใช้ ลักษณะการพูดคุย บุคลิกภาพในการไปพบกับลูกค้านั้นต้องทำอย่างไรบ้าง
ตำแหน่งสุดท้ายที่ได้ทำคือฝั่ง Development ซึ่งการฝึกส่วนนี้ของผมและเพื่อนจะเป็น Tester ในการตรวจสอบหาช่องโหว่ของระบบที่พี่ออกแบบไว้ ทดลองใช้งานในทุกๆด้านเพื่อหาข้อมูลและคำแนะนำในการไปพัฒนาและปรับปรุงตัวระบบให้ดียิ่งขึ้น
หลังจากฝึกครบทั้ง 3 แผนก ทางหัวหน้าของบริษัทจึงได้ Assign งานลงมาให้เป็นงานประเมิณคือ ให้ทั้ง 6 คน ร่วมมือกันพัฒนา Mobile Application ที่สามารถทำงานร่วมกับระบบที่บริษัทออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การทำงานของลูกค้า โดยมีพี่ๆจากทั้ง 3 แผนกมาคอยให้คำแนะนำในการทำงาน ซึ่งแบ่งเป็น Front-end หรือตัวหน้าการใช้งาน 3 คน และ Back-end หรือตัวระบบหลังบ้านที่ไปทำการจัดการกับข้อมูลอีก 3 คน ซึ่งผมทำหน้าที่ฝั่ง Front-end
ในช่วงสุดท้ายของการฝึกงานนั้นจากความคิดของผมมันคือการทำงานของจริง เพราะสิ่งที่เราทำต้องถูกนำไปใช้จริง อีกทั้งยังมีการบรีฟงานจากหัวหน้างาน มีการประชุมสรุปความคืบหน้า หาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ทำให้เกิดความตึงเครียดในทุกๆด้าน ทั้งเวลาในการกลับที่ต้องกลับดึกมากกว่าปกติ หรือ Bug ที่พบตลอดการทดลองใช้และพัฒนาตัว Mobile Application
สิ่งที่ได้มาทั้งหมดนั้นถือเป็นประสบการณ์อันมีค่าสำหรับผมมาก ทั้งการทำงานที่ดูอบอุ่นเหมือนเป็นครอบครัว เพื่อนจากต่างที่ สภาพแวดล้อมการทำงาน ถึงเรื่องการเดินทางจะเป็นอุปสรรคบ้างแต่ก็ถือว่าเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้รับกลับคืนมา
เทคนิคและขั้นตอนในการ Monitoring Raspberry Pi บนคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ้ค
สิ่งที่ต้องเตรียม
- บอร์ด Raspberry Pi ในที่นี้ใช้ Raspberry Pi 3 Model B+
- Micro SD card พร้อมตัวแปลง
- สาย LAN และ Router
- สาย Power แบบ Micro-usb
- Raspbian OS หาได้จาก https://www.raspberrypi.org/downloads/raspbian/ โหลดตัว Desktop
- โปรแกรม Advance IP Scanner หาได้จาก https://www.advanced-ip-scanner.com/th/
- โปรแกรม SD Formatter หาได้จาก https://www.sdcard.org/downloads/formatter_4/
- โปรแกรม Win32DiskImager หาได้จาก https://sourceforge.net/projects/win32diskimager/
- โปรแกรม VNC Viewer หาได้จาก https://www.realvnc.com/en/connect/download/viewer/
- โปรแกรม PuTTY หาได้จาก https://www.putty.org/
ขั้นตอนการ Burn image ลง Micro SD Card
ตัวขั้นตอนวิธีเบื้องต้นสามารถปฏิบัติตามได้จาก Link https://playelek.com/rpi-os-image/
วิธีการ Monitoring Raspberry Pi ผ่านคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ้ค
- หลังจาก Burn Raspbian OS ลง Micro SD Card เรียบร้อยแล้วให้นำไปเสียบใน Slot จากนั้นต่อสาย LAN จาก Router ไปที่ Raspberry Pi แล้วจึงป้อนไฟเข้าตัวบอร์ด
- ใช้โปรแกรม Advanced IP Scanner ในการตรวจสอบว่า ตัวบอร์ด Raspberry Pi นั้นเชื่อมอยู่กับ IP เบอร์อะไร
- เมื่อได้เลข IP ที่เชื่อมต่อแล้ว จะทำการเข้าใช้งานหน้า ssh ผ่าน PuTTY โดยใส่เลข IP ที่เชื่อมต่อกับบอร์ดลงไป และกด open หรือจะทำการ Save Session ไว้เพื่อกดเข้าหน้า ssh ได้ทันที ในกรณีที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเชื่อมต่อกับ Router ตัวอื่น
- เมื่อเข้ามาแล้วในการ Login ครั้งแรก username และ password จะถูก fixed ไว้ที่ user : pi password : raspberry เมื่อใส่เรียบร้อยก็จะเข้าสู้หน้าการใช้งาน ssh
- ต่อไปทำการไปตั้งค่าตัวบอร์ดผ่านคำสั่ง sudo raspi-config ในหน้านี้สามารถ config ระบบของบอร์ดได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยน password การตั้งเวลา ภาษา Timezone และอื่นๆ
- เข้าไปที่ Advanced Options และเลือก Expand Filesystem
- เมื่อตั้งค่าเสร็จสิ้นจะมีหน้าจอแสดงบอกว่าจะทำการขยายพื้นที่ภายหลังการบูทครั้งถัดไป ซึ่งหลังตั้งค่าตามที่ต้องการเสร็จสิ้นก็สามารถออกจากการตั้งค่าได้ โดยกด Finish ซึ่งจะมีการถามว่าจะ Reboot เลยหรือไม่ โดยในที่นี้จะเลือก Reboot เลย ซึ่ง PuTTY จะ Inactive ไปเนื่องจากบอร์ดถูก Reboot ให้รอซักพักจึงทำการเข้าไปเช็คผ่าน PuTTY อีกครั้งหากเข้าไม่ได้ ให้ทดลองปิดไฟแหล่งจ่ายและเปิดอีกครั้ง
- จากนั้นจะทำการติดตั้ง VNCserver เพื่อเปิดดู Desktop ของ Raspberry ผ่านคำสั่ง sudo apt-get install tightvncserver
- เมื่อติดตั้งเสร็จสิ้น ให้เรียกใช้โดยใช้คำสั่ง tightvncserver โดยการเข้าครั้งแรกจะให้กำหนดรหัสผ่านเพื่อเข้าใช้ เมื่อถามถึง view-only password ในตอนนี้จะเลือก no ไป
- เมื่อเสร็จแล้วให้ทำการโหลดและติดตั้ง vncserver บนคอมพิวเตอร์ของเรา เมื่อเข้าโปรแกรมให้ใส่ IP ของบอร์ดตามด้วย :1 เช่น 192.168.42.1:1 และกด Connect จะมีแจ้งเตือนขึ้นให้กด Continue รหัสผ่านที่ตั้งไว้ ก็จะเปิดหน้าจอของบอร์ดได้
เทคนิคทั้งหมดอ้างอิงมาจาก
How to Connect Raspberry Pi to Laptop Display
How to Setup a Raspberry Pi Without a Monitor or Keyboard
Week 2
ในสัปดาห์นี้เป็นการทำเอกสารเพื่อยื่นเรื่องในการทำโปรเจ็คให้กับภาคและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรเจ็ค
วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561
Project Research
จากการที่ไปค้นหาข้อมูลของ Smart mirror ในหลายๆทาง เราได้พบกับข้อมูลและรายละเอียดดังนี้
https://www.youtube.com/watch?v=zDCwvHP30hc&t=28s
เป็นการใช้ Leap motion ในการควบคุมการทำงานของกระจกแทนการใช้ Kinect โดยจุดต่างจะอยู่ที่ตำแหน่งการวางของ Leap motion จะเป็นด้านบนหรือด้านล่างของกระจก ซึ่งต้องติดตั้งภายนอกของกระจกซึ่งต่างจาก Kinect ที่สามารถติดตั้งด้านหลังกระจกได้
https://reflecty.co/
รายละเอียดเบื้องหลังการออกแบบ, concept ของทำ Smart mirror จากคลิปก่อนหน้า
https://www.youtube.com/watch?v=sZ2Po6sftAc
เป็นการใช้ Leap motion ในการทำ Smart mirror ซึ่งเป็นโปรเจ็คจากมหาวิทยาลัยนเรศวร มีแนวคิดการทำงานคล้ายคลึงกับของ reflecty แต่ปรับปรุงดีไซน์ให้เหมาะกับผู้หญิงมากขึ้น
https://www.youtube.com/watch?v=aa3VVZA0e5Y&t=183s
เป็นการประยุกต์การใช้ Raspberry Pi กับ Alexa ซึ่งเป็น Voice Assistant ของ Amazon ในการสั่งการทำงานของตัว Raspberry Pi แทนการใช้ตรวจจับการเคลื่อนไหว
https://www.youtube.com/watch?v=cVmDjJmcd2M&t=119s
เป็นการผสมผสานการใช้ Raspberry Pi กับ GassitPi ซึ่งเป็น voice control ป่านการใช้ google assistant api ควบคู่ไปกับการสั่งการเปิดปิด Smart Light ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ IoT อื่นๆในบ้านได้
นี่เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำ Smart Mirror Project หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาอัพเดตอีกครั้ง
https://www.youtube.com/watch?v=zDCwvHP30hc&t=28s
เป็นการใช้ Leap motion ในการควบคุมการทำงานของกระจกแทนการใช้ Kinect โดยจุดต่างจะอยู่ที่ตำแหน่งการวางของ Leap motion จะเป็นด้านบนหรือด้านล่างของกระจก ซึ่งต้องติดตั้งภายนอกของกระจกซึ่งต่างจาก Kinect ที่สามารถติดตั้งด้านหลังกระจกได้
https://reflecty.co/
รายละเอียดเบื้องหลังการออกแบบ, concept ของทำ Smart mirror จากคลิปก่อนหน้า
https://www.youtube.com/watch?v=sZ2Po6sftAc
เป็นการใช้ Leap motion ในการทำ Smart mirror ซึ่งเป็นโปรเจ็คจากมหาวิทยาลัยนเรศวร มีแนวคิดการทำงานคล้ายคลึงกับของ reflecty แต่ปรับปรุงดีไซน์ให้เหมาะกับผู้หญิงมากขึ้น
https://www.youtube.com/watch?v=aa3VVZA0e5Y&t=183s
เป็นการประยุกต์การใช้ Raspberry Pi กับ Alexa ซึ่งเป็น Voice Assistant ของ Amazon ในการสั่งการทำงานของตัว Raspberry Pi แทนการใช้ตรวจจับการเคลื่อนไหว
https://www.youtube.com/watch?v=cVmDjJmcd2M&t=119s
เป็นการผสมผสานการใช้ Raspberry Pi กับ GassitPi ซึ่งเป็น voice control ป่านการใช้ google assistant api ควบคู่ไปกับการสั่งการเปิดปิด Smart Light ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ IoT อื่นๆในบ้านได้
นี่เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำ Smart Mirror Project หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาอัพเดตอีกครั้ง
วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561
Week1
What do you want to do?
- สิ่งที่จะทำในโปรเจ็คครั้งนี้คือการพัฒนาต่อยอด Smart Mirror
Why do you want to do it?
- เนื่องจากเห็นว่าตัว Smart Mirror ยังสามารถนำไปใช้ได้ในหลายๆรูปแบบ เช่น การประยุกต์กับการสั่งการด้วยเสียง หรืออาจจะเป็นการประยุกต์ใช้กับ AR เป็นกระจกลองเสื้อได้ จึงมีความสนใจที่ละลองพัฒนาปรับปรุงแก้ไขตัว Smart Mirror รุ่นปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
How to do it?
- การทำงานเบื้องต้นจะเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการทำงานเป็นหลัก
- ตรวจสอบเกี่ยวกับระบบการตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ( Hand Detection ) ของกล้อง Kinect
- ปรับโครงสร้างของโค้ดรวมไปถึงอาจมีการเปลี่ยนภาษาที่ใช้พัฒนาจาก python เป็น C หรือ C++ เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงานของโปรแกรม
- ศึกษาการทำ Thread เพื่อลดการปัญหา FPS ตกขณะเลื่อนจอไปกลับจากหน้า Video
- หากโดยรวมสามารถทำได้ทันตามกำหนดอาจจะมีการเพิ่ม Optional ดังนี้
- เพิ่มระบบสั่งการด้วยเสียงหรือ Voice command
- เพิ่มลูกเล่นการทำงานอื่นๆ เช่น การใช้รูปแบบมือ เพื่อ zoom / เปิดข้อมูล / พักการแสดงผลเพื่อดูกระจกอย่างเดียว เป็นต้น
- ต้องทำการตรวจสอบขนาดของจอที่จะนำมาใช้กับตัว Raspberry pi และตัวกระจกที่อาจจะใช้เป็นกระจกด้านเดียว เพื่อให้เห็นได้ชัดขึ้น
- อาจหาอุปกรณ์อื่นๆเช่น ตัว single computer และ motion camera ตัวอื่นมาใช้แทน raspberry pi และ kinect หากพบว่าช่วยให้ระบบการทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
